***ร่วมกันสอดส่องดูแลชุมชนของเรา พบเห็นบุคคลหรือสิ่งต้องสงสัยแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วน หรือโทร 1341 หรือ 1881 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ***

ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

วันนี้0
เดือนนี้904
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด400309

Kubik-Rubik Joomla! Extensions

ความรัก กับ ศาสนา

     ในห้วงของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นเดือนที่อบอวนไปกลิ่นไอแห่งความรัก ซึ่งทั่วโลกทราบกันดีว่า เดือนนี้มีวันสำคัญวันหนึ่ง คือวันที่ ๑๔ กุมภาพัันธ์ ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์ หรือ วันแห่งความรักนั่น่เอง สำหรับในประเทศไทยนั้น ถึงแม้ว่าวันวาเลนไทน์จะไม่ใช่วัฒนธรรมของคนไทย แต่เราก็รับเข้ามาไม่ต่างกับประเทศอื่นๆ ในโลก ด้วยว่าเป็นวันที่มีความหมายความสำคัญวันหนึ่งในแง่มุมหรือทัศนคติที่ดี และด้วยประเทศไทศนั้นเป็นประเทศที่เปิดกว้้างเสรี ทั้งทางด้านการนับถือศาสนาและความหลากหลายทางวัฒนธรรม อีกทั้งความรักนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวคนในโลกให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ประเทศไทยเราจึงรับเข้ามา และนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมของเรา ดังนั้น วันแห่งความรัก จึงเป็นวันที่สามารถนำไปประยุกต์ให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรม ของแต่ละประเทศได้อย่างกลมกลืน เพราะว่าไม่มีใครบนโลกนี้เลยที่เกิดขึ้นมาโดยปราศจาก ความรัก
      ความรัก เป็นอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสน่หา และความผูกพันทางอารมณ์อย่างแรงกล้า ในบริบททางปรัชญา ความรักเป็นคุณธรรมซึ่งสะท้อนถึงความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และความเสน่หาทั้งหมดของมนุษย์ ส่วนในบางศาสนา ความรักมิใช่เป็นเพียงคุณธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นพื้นฐานทุกสิ่งทุกอย่างของการมีอยู่ และเป็นจุดกำเนิดของกฎสวรรค์ และในแต่ละศาสนาก็เช่นกัน มีแนวคิด มุมมอง และหลักคำสอนที่แตกต่างกันไปของแต่ละศาสนา ในที่นี้จะขอยกมาให้ทราบถึงแนวคิดของแต่ละศาสนา ว่าจะมีมุมมองและหลักคำสอนแตกต่างกันอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องของ ความรัก


       ศาสนาพุทธ
      ความรักในมุมมองของศาสนาพุทธนั้น กล่าวว่า ความรักคือความทุกข์ รักน้อยทุกข์น้อย รักมากทุกข์มาก ไม่รักเลยไม่ทุกข์เลย ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์ หากแต่คำกล่าวนี้ แท้จริงไม่ได้สื่อความว่าไม่ให้คนเรารักกัน แต่ความรักที่ให้แก่กันจะต้องเป็นความรักที่มอบให้อย่างบริสุทธิ์ใจ อย่างมีเมตตา ไม่คิดยึดติดในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียงหรือความรู้สึกต่อความรักนั้นๆ การแผ่เมตตาก็ถือเป็นความรักรูปแบบหนึ่ง
     ศาสนาพุทธแบ่งความรัก (ปิยัง) เป็น 4 อย่าง คือ
        1. สิเนหา ความรักที่เกิดจากความต้องการทางเพศหรือลุ่มหลงเทิดทูน
        2. ปิยะ ความรักที่เกิดจากสัญชาติญาณหรือความรักในเครือญาติ
        3. เปมัง ความรักที่เกิดจากความผูกพัน และช่วยเหลือกันมา
        4. เมตตา ความรักที่เกิดจากการฝึกให้คุณธรรมเกิดมีขึ้นในจิตใจให้รักผู้อื่นไม่เห็นแก่ตัว
      พุทธศาสนา จึงสอนเรา ให้รู้ว่า...
ความรัก เป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ความรัก เป็นทุกข์..เพราะพอความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เรารับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ ก็ทุกข์
ความรัก เป็นอนัตตา คือไม่มีตัวตนที่แน่นอน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดนั่นเอง
จนสามารถกล่าวได้ว่า สิ่งที่แน่นอนที่สุดในโลกนี้...คือความไม่แน่นอนนั้นเอง...


      ศาสนาคริสต์
      ศาสนาคริสต์ถือว่าความรักคือสิ่งสูงสุด คือทุกสิ่ง คือพระลักษณะของพระเจ้า คือพระเจ้า พระเจ้าคือความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเสมือนความรักที่พระเยซูมีต่อเรา โดยลงมาตายบนไม้กางเขน ที่หาค่าไม่ได้ และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ปรารถนาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับคืนดีกับเราอีก นอกจากนี้ ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และนอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังเตือนว่า การมีทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็ดี แต่ถ้าหากปราศจากความรักแล้วจะมีคุณค่าก็หามิได้เลย ความรักไม่มีวันเสื่อมสูญ แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสลายไป แม้การพูดภาษาแปลกๆก็จะเลิกพูดกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสลายไป... พระองค์เองยังทรงย้ำอีกว่า คนที่เป็นสาวกของพระองค์ต้องมีความรัก หากไม่มีความรัก ไม่ใช่สาวกของพระองค์ ความรักในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ไม่ใช่การตามใจ แต่คือ การเตือนสติกันด้วยความรักด้วย เพื่อมุ่งปรารถนาให้คนๆนั้นกลับตัวกลับใจเสียใหม่ในเรื่องที่ทำผิด

      ศาสนาอิสลาม
      ความรักที่อัลกุรอานและท่านนบีให้ความหมาย คือการเติมเต็มระหว่างชายหญิง ให้หัวใจที่รุ่มร้อนและอารมณ์รบเร้าของบุรุษ ‘สงบ’ อยู่กับ ‘นาง’ ของเขา ในขณะที่นางก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธ ‘เขา’ ได้ เพราะนางเป็นส่วนหนึ่งที่ดั้งเดิมแล้ว มาจากตัวของเขาเอง มีการอธิบายในลักษณะนี้อย่างชัดเจนในอัลกุรอานความว่า (อบู ดาวูด 236)
     “พวกนางเป็นอาภรณ์ให้แก่พวกเจ้า และพวกเจ้าก็เป็นอาภรณ์ให้แก่พวกนาง"
     ในภาษาอาหรับมีคำที่เกี่ยวข้องกับคำว่า ‘รัก’ มากกว่าสี่สิบคำตามที่อิบนุล ก็อยยิมได้หยิบยกมาในหนังสือของท่าน เราะเฎาะตุลมุหิบบีน วะ นุซฮะตุล มุชต๊ากกีน
ข้าพเจ้าว่าไม่จำเป็นที่เราต้องให้ความหมายว่า อะไรคือความรัก เพราะในที่สุดแล้ว พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าความรักคืออะไร และพระองค์เท่านั้นที่กำหนดว่าความรักอันเที่ยงแท้และสูงส่งเป็นเช่นไร อย่าได้รู้สึกอัศจรรย์ใจ ถ้าหากพบว่ามีการกล่าวถึงความรักในคำสอนของอิสลาม อันที่จริงมีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เป็นความงดงามสมบูรณ์ในคำสอนอันบริสุทธิ์ น่าเสียดายที่ไม่มากคนเคยได้รับรู้ เพราะน้อยคนนักที่สามารถเผยความงดงามที่สมบูรณ์นี้ได้ อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้ปรารถนาที่จะรู้ตั้งแต่ต้น หรือเป็นเพราะมีสิ่งอื่นที่ถูก

    "ความรัก" เป็นสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้งไม่ว่าจะเป็น ความรักของใคร ในระดับใด เมื่อเอ่ยคำว่า "รัก" ออกมาจากใจแล้ว แทบจะไม่สามารถนิยาม ความหมายเป็นคำพูดหรือตัวอักษรได้
    "ศาสนา" เมื่อเอยถึงคำนี้ ย่อมคิดไปได้ในหลายสิ่ง หลายประการ บางคนอาจคิดถึงคำสอนของศาสนา บางคนคิดถึงอำนาจที่อยู่นอกเหนือมนุษย์ บางคนคิดถึงความเชื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องในวิถีชีวิต ความจริงศาสนากับมนุษย์ เป็นสิ่งที่ผูกพันกันแนบแน่น
     ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไร เราจึงจะอยู่ร่วม กันได้ด้วยความรัก ความเข้าใจ และความเอื้ออาทร ต่อกัน แม้ว่าเราจะต่างศาสนากัน เพราะ "ศาสนาทุก ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี" ศาสนากับความรัก..ความรักในศาสนาเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ปรารถนาให้เพื่อนร่วมโลกมีความสุข และเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดในชีวิต

     มิใช่ความรักต่อมวลมนุษย์หรอกหรือ....ที่ พระพุทธเจ้ายอมสละความสุข ในโลกียวิสัย มุ่งไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัด และกามคุณ ทั้งหลาย และได้เป็นที่พึ่งของพุทธศาสนิกชนมาจน ถึงทุกวันนี้

    มิใช่ความรักต่อมวลมนุษย์หรอกหรือ...ที่พระเยซู ยอมสละชีพของพระองค์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์

    มิใช่ความรักต่อมวลมนุษย์หรอกหรือ...ที่ท่าน ศาสดามูฮัมหมัดยอมอดทนต่อสู้ ความยากลำบากเพื่อให้ ทุกคนได้รู้จักพระเจ้าและเข้าถึงพระองค์

    ด้วย ความรัก ที่พระพุทธเจ้า พระเยซู ท่านศาสดามูฮัมหมัด มีต่อมวลมนุษย์ และสรรพสิ่งในโลก โลกนี้จึงอยู่รอดมาได้จนตราบเท่าทุกวันนี้

 

 

อ้างอิง
http://www.kroobannok.com/mymeanmeak
http://th.wikipedia.org/
http://zunnurislamicsibling.wordpress.com/category/