***ร่วมกันสอดส่องดูแลชุมชนของเรา พบเห็นบุคคลหรือสิ่งต้องสงสัยแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วน หรือโทร 1341 หรือ 1881 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ***

ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

วันนี้57
เดือนนี้643
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด419876

Kubik-Rubik Joomla! Extensions

แผนการใส่ร้าย ป้ายสีเจ้าหน้าที่รัฐ

    แผนการใส่ร้ายป้ายสีเจ้าหน้าที่รัฐ....กรณีสังหาร “มุคตาร์ กีละ”

         จากเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ คนร้ายได้ใช้ปืนเอ็ม ๑๖  และปืน อาก้า สังหารนายมุคตาร์ กีละ  หัวหน้าพรรคประชาธรรม เสียชีวิต  ที่บ้านลูโบ๊ะกาเยาะ หมู่ที่ ๕ ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส นับเป็นเหตุสะเทือนขวัญสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น ในจังหวัดชายแดนใต้ คงเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ ว่าอะไรคือเหตุผลนำไปสู่การสังหารในครั้งนี้ ชนวนฆ่าเกิดจากเรื่องการเมือง หรือความเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อเหตุร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือใครเป็นผู้บงการ ตรงนี้สามารถวิเคราะห์ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลอย่างชัดเจน แต่ที่แน่ๆ การสังหารมุคตาร์ครั้งนี้มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี  ไม่เพียงต้องการให้ มุคตาร์จบชีวิตลงเท่านั้น การตายของเขายังได้ถูกเตรียมการ ที่จะนำมาเชื่อมโยงให้เกิดกระแสการประท้วง เพื่อสร้างเรื่องให้เกิดการเข้าใจผิด ระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย 
        การสังหารนายมุคตาร์ในครั้งนี้ เป็นที่รู้กันว่าขบวนการได้วางแผนใส่ร้ายว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ จนภายหลังการลอบสังหารและคนร้ายที่ยิงมุคตาร์ถูกชุดคุ้มครองหมู่บ้าน(ชคบ.)             ยิงเสียชีวิต ๒ ราย และหนึ่งในสองคนร้ายแต่งกายคล้ายทหารพราน นอกจากนั้น ระหว่างที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าคนร้ายทั้ง ๒ คนเป็นใคร ก็มีชาวบ้านมาพูดว่า คนตายเป็นทหารพราน และทหารพรานยิงมุคตาร์ ซึ่งข่าวลือนี้ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จนมีชาวบ้านพร้อมรถยนต์พยายามจะเข้าไปจุดเกิดเหตุ แต่ถูกเจ้าหน้าที่กั้นเอาไว้ ขณะที่อีกฝ่าย ซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธรรม ก็กำลังจะเตรียมแห่ศพของมุคตาร์เพื่อประท้วงเจ้าหน้าที่ของรัฐในตอนเช้า เพราะทั้งหมดค่อนข้างมั่นใจว่า การลอบสังหารหัวหน้าพรรคประชาธรรมในครั้งนี้ เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างแน่นอน จนเมื่อมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ และยืนยันอย่างชัดเจนว่าคนตายเป็นคนที่อยู่ในบ้านกูจิงลือปะไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แผนการป้ายความผิดให้เจ้าหน้าที่รัฐก็มีอันต้องจบลง
         แม้เหตุการณ์สังหารนายมุคตาร์ กีละ จะมีบทสรุปเบื้องต้นเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด แต่ทว่าการรายงานข่าวในโลกอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่างประเทศอินโดนีเซีย ได้อาศัยข้อมูลจากกลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐบาล กลับเลื่อนไหลไปในทางกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้อมูลข่าวสารที่ส่งผ่านโลกไซเบอร์นั้น สามารถแพร่กระจายได้ไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว          
         ย้อนดูข้อมูลคนร้าย ๒ คนที่เสียชีวิต ศพแรก คือนายดอรอโอ๊ะ ปีเยาะ อายุ ­๒๘ ปี               อยู่บ้านเลขที่ ๘๗ หมู่ ๔ บ้านกูจิงลือปะ ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีหมาย             ป.วิอาญา จำนวน ๔ คดี โดยเฉพาะร่วมสังหารโหดครูจูหลิง ปงกำมูล จนเสียชีวิต                   เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๙ และร่วมกับพวกยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำขบวนรถไฟเสียชีวิต  ๔ นาย เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ แต่ศาลยกฟ้อง เพิ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อไม่นานนี้เอง          โดยข้างศพเจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนเอ็ม-๑๖ แบบสั้น ท้ายสไลด์  เป็นอาวุธปืนที่ถูกปล้นมาจากฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารราบที่ ๑๕๑๒๑(ร้อย ร.๑๕๑๒๑)  สังกัดหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38  ตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส  ส่วนศพที่ ๒ ทราบชื่อ นายซาฮีรัน วาดะ        อายุ ๒๔ ปี  อยู่บ้านเลขที่ ๘๖ หมู่ ๔ บ้านกูจิงลือปะ เช่นกัน ตกเป็นผู้สงสัยตามหมาย พรก.คดีร่วมกับพวกยิง ผช.ธกส.สาขาอำเภอรือเสาะ เสียชีวิตเมื่อปี ๒๕๕๐ มีอาวุธปืนอ้าก้า                 โดยปืนดังกล่าวเป็นของกรมทหารพราน ๔๕ ซึ่งทหารพราน ๒ คน ถูกยิงเสียชีวิต                         เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ ที่หน้าโรงเรียนลูโบ๊ะฆาเยาะ หมู่ที่ ๕ ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส จึงสามารถชี้ชัดได้ว่าการนำอาวุธปืนที่ปล้นได้ในครั้งนั้นมาก่อเหตุ จะมีแต่คนในขบวนการเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติการได้
       จะเห็นได้ว่าคนร้ายที่เสียชีวิตเป็นผู้ที่มีคดีโหดเหี้ยมติดตัวมาทั้งสิ้น แต่ถูกศาลยกฟ้อง ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายความว่าไม่ได้กระทำผิด แต่หลักฐานไม่พอ จากผลการศึกษาข้อมูลสถิติคดีความมั่นคง ที่รวบรวมโดยศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีคดีความมั่นคงที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำนวน ๒๖๒ คดี ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ ๑๔๓ คดี คิดเป็นร้อยละ ๕๔.๕๘ และศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ๑๑๙ คดี คิดเป็นร้อยละ ๔๕.๔๒ สำหรับคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษ จำนวน ๑๔๓ คดีนั้น มีจำเลย ๒๔๓ คน เป็นการลงโทษประหารชีวิต ๒๑ คดี จำเลย ๒๑ คน จำคุกตลอดชีวิต ๔๐ คดี จำเลย ๕๖ คน และจำคุกไม่เกิน ๕๐ ปี จำนวน ๘๕ คดี จำนวน ๑๖๙ คน การพิจารณาสถิติการดำเนินคดีความมั่นคงว่าสามารถเอาผู้กระทำผิดได้หรือไม่นั้น ต้องดูว่าคดีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้ว                  และพนักงานอัยการมีคำสั่งเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนจำนวนเท่าไร เพราะเมื่อคดีไปถึงศาล ต้องมีการสืบพยานใหม่ หลายคดีพยานกลับคำให้การ หลายคดีพยานไม่ยอมไปศาล และอีกจำนวนมากที่พยานหลบหนี เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้คดียกฟ้องทั้งสิ้น
           .....เป็นความโชคดีที่ชุดคุ้มครองหมู่บ้าน (ชคบ.) สามารถยิงตอบโต้จนคนร้ายเสียชีวิต ไม่อย่างนั้นก็คงเข้าทางของขบวนการแบบที่เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ที่นอกจากจะกำจัดมุคตาร์ได้แล้ว ยังสร้างเงื่อนไขใส่ร้ายป้ายสีเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวสร้างความขัดแย้งของมวลชนขนาดใหญ่ ตามแผนการที่วางไว้อย่างแยบยลอีกด้วย

นาย ชัยณรงค์  กาพย์เกิด/เรียบเรียง
ศูนย์ประชาสัมพันธ์
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า

จัดทำ 14 ก.พ. 2555
แหล่งอ้างอิง : ศปชส.กอ.รมน.ภาค 4 สน.